วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พนักงานธนาคารถอนเงินจากบัญชี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2554
        โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามสัญญาฝากทรัพย์ โดยจำเลยเป็นนิติบุคคลประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์มีวัตถุประสงค์ว่ารับฝากเงิน จำเลยจึงเป็นผู้รับฝากผู้มีวิชาชีพเฉพาะกิจการค้าหรืออาชีวะอย่างหนึ่งอย่างใด จึงต้องใช้ความระมัดระวังและฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นตามบทบัญญัติมาตรา 659 วรรคสาม แห่ง ป.พ.พ. อันเป็นการกำหนดมาตรฐานในการระมัดระวังในการปฏิบัติตามสัญญาในขั้นสูงสุดเยี่ยงผู้มีวิชาชีพเช่นนั้นจะพึงปฏิบัติในกิจการที่กระทำ
        เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า พนักงานของจำเลยทุจริตลักลอบเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกค้าต่างๆ จำนวน 34 บัญชี รวมทั้งรายบัญชีของโจทก์ แสดงว่าจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลบัญชีเงินฝากของโจทก์อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ได้ความว่าโจทก์ฝากเงินประเภทประจำ 3 ปี กรณีเป็นเรื่องปกติวิสัยที่เจ้าของบัญชีจะอุ่นใจมิได้ติดตามผลในบัญชีเงินฝากจนกว่าจะครบกำหนดตามระยะเวลาที่กำหนด การที่โจทก์มิได้ไปติดต่อรับดอกเบี้ยจึงมิใช่เรื่องผิดวิสัยและไม่ใช่ความผิดของโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นลูกค้าของจำเลย มิใช่ผู้มีหน้าที่ระมัดระวังดูแลทรัพย์สินที่ตนฝาก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยผิดสัญญาฝากเงินไม่ได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าขายหรืออาชีวะอย่างนั้นในการดูแลเงินฝากของโจทก์ เมื่อเงินฝากของโจทก์ถูกเบิกถอนไปจนหมด จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่โจทก์


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7819/2552
ป.อ. มาตรา 334
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9)
         การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่า เงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพนักงานธนาคารและธนาคาร เบิกถอนไปเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคนมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์
        ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน หรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม อันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  782/2547
ป.อ. มาตรา 264, 265, 268, 341, 91
        โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2535 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 12มิถุนายน 2538 เวลากลางวัน จำเลยเป็นพนักงานของธนาคาร มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของพนักงานในการรับฝากและถอนเงินของลูกค้าธนาคาร โดยจำเลยมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของธนาคาร กรณีถอนเงินครั้งละไม่เกิน 500,000 บาท และกรณีฝากครั้งละ1,000,000 บาท จำเลยได้ปลอมใบถอนเงินเพื่อถอนเงินจากธนาคารผู้เสียหาย และใช้ใบถอนเงินดังกล่าวถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของ บ. และ ส. ลูกค้าของผู้เสียหายรวม 20 ครั้ง อันเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว
         ต่อมาระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2539 จำเลยจึงได้ทำการปลอมสมุดคู่ฝากที่ธนาคารผู้เสียหายออกให้แก่ บ. และ ส. โดยจำเลยพิมพ์ข้อความในช่องวัน เดือน ปีกับเติมและตัดทอนข้อความในช่องฝาก ช่องถอน ช่องคงเหลือและลงชื่อจำเลย แล้วมอบให้ บ. และ ส. เพื่อให้บุคคลทั้งสองหลงเชื่อว่าเป็นสมุดเงินฝากของธนาคารผู้เสียหายที่แท้จริงและเงินฝากของบุคคลทั้งสองมีอยู่ตามจำนวนที่จำเลยทำขึ้นอันเป็นการกระทำเพื่อปกปิดความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอมของจำเลย ความผิดฐานปลอมและใช้สมุดคู่ฝาก จึงเป็นการกระทำต่อ บ. และ ส. ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนละรายกับข้อหาความผิดฐานปลอมและใช้ใบถอนเงินปลอม จึงเป็นความผิดต่างกรรม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4345/2545
ป.อ. มาตรา 1 (1) , 59 , 335 (11) , 341
ป.วิ.อ. มาตรา 227
        จำเลยเป็นลูกจ้างธนาคารโจทก์ร่วมในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าส่วน มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านกู้เงินระยะสั้นโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยโอกาสในหน้าที่ของจำเลยทำเอกสารใบถอนเงินของโจทก์ร่วมระบุโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าอันเป็นเท็จ และโอนเงินของโจทก์ร่วมเข้าบัญชีของ ส. พวกของจำเลย หลังจากนั้นก็ร่วมกับพวกเบิกถอนเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนกับพวก ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมยอมให้มีการโอนเงินไปตามเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยทำขึ้นนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่เป็นการโอนเงินไปเพราะเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้กระทำมีรายการครบถ้วนและมีลายมือชื่อกับรหัสประจำตัวของจำเลยซึ่งหากจำเลยไม่กระทำด้วยวิธีการดังกล่าว ย่อมไม่อาจเอาเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมได้
        ดังนั้น การที่อนุมัติให้โอนเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความในเอกสารอันเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วม แต่เป็นกรณีที่จำเลยทำเอกสารใบถอนเงินโดยมีข้อความอันเป็นเท็จแล้วเสนอไปตามขั้นตอนเพื่อให้มีการอนุมัติโอนเงินตามเอกสารนั้น อันเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้จำเลยเอาเงินของโจทก์ร่วมออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมโดยทุจริตได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทวงหนี้ ยึดทรัพย์โดยพลการ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11225/2555
ป.อ. ตัวการ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในเคหสถาน โดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ (มาตรา 83, 335 (1) (7) (8) วรรคสอง, 336 ทวิ)
         จำเลยทั้งสามเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเพื่อทวงหนี้เงินกู้ยืมจากผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายไม่ชำระ จำเลยทั้งสามจะบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินที่มีข้อความว่า หากผู้เสียหายผิดนัด ยินยอมให้จำเลยที่ ๑ ยึดทรัพย์สินของผู้เสียหาย ผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสามไปพูดคุยกันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน และยื่นข้อเสนอขอผ่อนชำระเงินส่วนที่ค้าง แต่จำเลยทั้งสามไม่ยินยอมและกลับมาที่บ้านผู้เสียหาย แล้วร่วมกันบุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะบรรทุกทรัพย์ดังกล่าวไป เพื่อให้ผู้เสียหายไปติดต่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่ค้างชำระจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม หลังจากที่ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์แล้ว พนักงานสอบสวนได้เรียกจำเลยทั้งสามมาพบ จำเลยทั้งสามมาพบและนำทรัพย์สินของกลางมาคืนให้แก่ผู้เสียหาย
        การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าว เป็นการบังคับให้ผู้เสียหายชำระหนี้โดยพลการซึ่งไม่มีอำนาจจะกระทำได้ตามกฎหมาย ถือเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ สำหรับรถยนต์กระบะของกลางที่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งความผิดของจำเลยทั้งสามไม่ร้ายแรงมากนัก โทษจำคุกและโทษปรับที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 กำหนดแก่จำเลยทั้งสามนั้นเชื่อว่าจะทำให้จำเลยทั้งสามหลาบจำไม่กระทำความผิดอีกแล้ว จึงเห็นสมควรไม่กำหนดโทษริบทรัพย์สินอีก

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2551
ป.อ. มาตรา 91
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง
         พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่าในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นจะนำเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไปผู้นั้นกระทำความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”
         ดังนี้ การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนไม่จำเป็นที่จำเลยทั้งสองจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยทั้งสองแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว
       ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ทั้งการกระทำดังกล่าวโดยสภาพเป็นการกระทำต่อบุคคลหลายคนจึงอาจกระทำต่อบุคคลเหล่านั้นต่างวาระกันได้การกระทำที่จะเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำที่มีเจตนามุ่งกระทำเพื่อให้เกิดผลต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปหรือประชาชนเพียงครั้งเดียวหรือหลายครั้ง มิได้พิจารณาจากองค์ประกอบความผิดที่ต้องกระทำต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องชี้เจตนาของผู้กระทำ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมทั้งสิบเจ็ด ผู้เสียหายที่ 11 และที่ 14 คนละวันเวลาและในสถานที่แตกต่างกัน โดยเจตนาให้เกิดผลต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแยกต่างหากจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้งถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับโจทก์ร่วมและผู้เสียหายแต่ละคนแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกลวง คือ 19 กรรม และ 14 กรรมตามลำดับ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 870/2549
ป.อ. มาตรา 91
         จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำการฉ้อโกงประชาชนและกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน โดยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 14 คน และประชาชน ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นความเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชนว่า จำเลยทั้งสองรับกู้ยืมเงินจากประชาชนทั่วไปโดยไม่จำกัดบุคคลและวงเงิน ด้วยการรับเข้าร่วมลงทุนในลักษณะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ 15 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่รับกู้ยืมซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
         ความจริงจำเลยทั้งสองไม่ได้ประกอบกิจการใด ๆ และรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนไม่สามารถประกอบกิจการใด ๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนำมาจ่ายในอัตรานั้นได้ ทั้งจำเลยทั้งสองยังมีเจตนาทุจริตที่จะไม่คืนเงินคืนแก่ผู้เสียหายผู้ให้กู้ยืมเงินมาแต่แรก โดยการนำเงินที่ได้จากการหลอกหลวงผู้ให้กู้ยืมออกหมุนเวียนจ่ายเป็นผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมรายนั้นเอง หรือรายอื่นบางรายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าการให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินในลักษณะที่เป็นการร่วมลงทุนนั้นได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูงและพากันนำเงินมาให้จำเลยทั้งสองกู้ยืม เมื่อได้เงินมากพอ จำเลยทั้งสองก็จะร่วมกันเอาเงินดังกล่าวหลบหนีไปและโดยการร่วมกันหลอกลวงของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสิบสี่คน ต่างหลงเชื่อและให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินไปซึ่งในที่สุดผู้เสียหายทั้งสิบสี่คนก็ไม่ได้รับเงินต้นคืน ทำให้ผู้เสียหายทั้งสิบสี่คนเสียหาย
         การโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนไม่จำเป็น ที่จำเลยที่ 1 จะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จำเลยที่ 1 แสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคน แต่เป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาให้จำเลยที่ 1 กู้ยืม ก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดแล้ว ข้อสำคัญที่ทำให้ความผิดสำเร็จอยู่ที่ในการนั้นเป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้ เงินกู้ยืมไปจากผู้ถูกหลอกลวง ดังนั้นการที่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินมาให้กู้ยืมและจำเลยที่ 1 รับไว้ ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จสำหรับผู้เสียหายแต่ละคน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามจำนวนผู้เสียหาย

ผู้เช่าซื้อก็เป็นผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  8980/2555
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 120, 121
        โจทก์ร่วมเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์คันพิพาท โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับนาย ว. ในราคา 258,000 บาท ในระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ มีผู้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจากโจทก์ร่วมและยังไม่นำมาคืน ต่อมาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหายักยอกรถ
        จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถจึงไม่เป็นผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์และขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม การมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
       เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อและมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องส่งคืน เมื่อมีผู้ยักยอกรถนั้นไป โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์และขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากผู้ให้เช่าซื้อ
        การที่ผู้ให้เช่าซื้อมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ ก็ถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ไม่ว่าผู้ลงชื่อในฐานะผู้ให้เช่าซื้อในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จะเป็นผู้มีอำนาจลงชื่อหรือเป็นเจ้าของรถที่แท้จริงหรือไม่ และหนังสือมอบอำนาจมีข้อความถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีผลลบล้างการที่โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหาย
        แม้โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำบันทึกหรือหลักฐานการรับคำร้องทุกข์มานำสืบ แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์จริง กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์โดยชอบ พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
        จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไป ต่อมา จำเลยเป็นผู้พาโจทก์ร่วมและพยานทั้งสามไปติดตามหารถยนต์พิพาท จำเลยบอกว่านำรถยนต์พิพาทไปแลกกับยาเสพติดให้โทษแล้ว หลังจากนั้นจำเลยหลบหนีไป พยานทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียในคดีหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าพยานทั้งสามเบิกความตามที่ได้รู้เห็นมา ต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ซึ่งจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยถูกควบคุมตัวซึ่งบันทึกการจับกุมระบุว่าเป็นการจับกุมตามหมายจับ มิใช่เป็นการมอบตัว ที่จำเลยอ้างว่าเข้ามอบตัวเองจึงไม่อาจรับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้ว่า จำเลยยืมรถยนต์พิพาทของโจทก์ร่วมไปแล้วเบียดบังเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7960/2551
ป.อ. มาตรา 341
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)
        ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ซึ่งเช่าซื้อมาจากบริษัท ต. จำกัด ต่อมา ผู้เสียหายขายดาวน์รถยนต์คันดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นผู้เช่าซื้อแทนในราคา 50,000 บาท จำเลยทำสัญญากับผู้เสียหายโดยใช้ชื่อในการทำสัญญาว่า นายดลหลี จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวและรับรถยนต์ไปแล้ว
        การที่จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายว่าโดยใช้ชื่อและที่อยู่อันเป็นเท็จในการทำสัญญาซื้อรถยนต์ และขณะทำสัญญาผู้เสียหายขอดูบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านจากจำเลย แต่จำเลยไม่แสดงให้ผู้เสียหายดูจึงเป็นการหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อีกทั้งหลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยก็ไม่มาทำสัญญาเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อตามที่ตกลงกันไว้ พฤติการณ์ของจำเลยแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่แรกในการหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อประสงค์จะไม่ให้ผู้เสียหายติดตามทวงรถยนต์คืนได้ โดยการหลอกลวงดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งรถยนต์เสียหาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นการร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหาย
         แม้ตามสัญญาเช่าซื้อจะมีข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้เช่าซื้อนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นก็ตาม ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับผู้เสียหายซึ่งจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายแจ้งให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อทราบแล้วว่าจะทำสัญญาเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อเป็นจำเลย เมื่อจำเลยกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำต่อผู้เสียหายโดยตรง โดยผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงด้วย อีกทั้งขณะเกิดเหตุผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวในฐานะผู้เช่าซื้อจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ผู้เสียหายจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้
         รถยนต์ที่จำเลยฉ้อโกงไปจากผู้เสียหาย ไม่ใช่รถยนต์ของผู้เสียหาย แต่เป็นรถยนต์ของบริษัท ต. จำกัด ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองในฐานะผู้เช่าซื้อเท่านั้น ประกอบกับผู้เสียหายชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทดังกล่าวประมาณ 120,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตลอดมา ดังนั้น เพื่อให้การคืนรถยนต์หรือใช้ราคาเป็นไปโดยถูกต้อง จึงให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคาแก่เจ้าของ

ผู้เช่าซื้อไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  386/2551
ป.อ. มาตรา 96
ป.วิ.อ. มาตรา 39(6)
        บ. เช่าซื้อรถยนต์บรรทุก จาก ว. ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 36 งวด ระหว่างชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยทั้งสองได้รับมอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจาก บ. หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน บ. ติดตามรถยนต์บรรทุกดังกล่าวคืนมา ปรากฏว่าชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวหายไปรวม 10 รายการ
        แม้ บ.ผู้เช่าซื้อยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกดังกล่าวยังเป็นของ ว.ผู้ให้เช่าซื้อ แต่ บ.ก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ ว.ผู้ให้เช่าซื้อหากมีกรณีต้องคืน เมื่อจำเลยทั้งสองยักยอกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจาก บ. บ.ย่อมได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เช่นเดียวกับ ว.เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าว
       คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ บ.รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 แต่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ซึ่งเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

หมายเหตุ
       ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 95 ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ"
       คำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ มีปัญหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีความผิดอันยอมความได้ และเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันของจำเลยแต่มีผู้เสียหายหลายคน เมื่อมีผู้เสียหายคนหนึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอยู่ก่อนแล้วมิได้ฟ้องคดีหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน แต่ต่อมาภายหลังผู้เสียหายอีกคนหนึ่งเพิ่งรู้และได้ฟ้องคดีหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ตนเองได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด จะถือว่าคดีเฉพาะผู้เสียหายที่มิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนเท่านั้นที่ขาดอายุความหรือส่งผลทำให้คดีในส่วนของผู้เสียหายคนอื่นขาดอายุความไปด้วย โดยมีข้อน่าพิจารณาดังต่อไปนี้
      1. คำวินิจฉัยคดีนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การร้องทุกข์ดังกล่าวอยู่ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ ว. ผู้ให้เช่าซื้อรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ทั้งๆ ที่คดีนี้ บ. ผู้เช่าซื้อเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจจาก ว. ผู้ให้เช่าซื้อให้ร้องทุกข์ คำวินิจฉัยคดีนี้จึงแสดงว่าศาลฎีกาเห็นว่า ไม่ว่า ว. ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งเป็นผู้เสียหายคนหนึ่งจะรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดภายใน 3 เดือน หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า บ. ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดก่อนแล้ว บ. มิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน คดีโจทก์ก็ขาดอายุความอยู่ดี
     2. คำวินิจฉัยคดีนี้ยังคงยืนยันตามหลักการเดิมที่ถือว่า ในคดีความผิดฐานยักยอก ทั้งเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองทรัพย์ต่างก็เป็นผู้เสียหายตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6007/2530, 5097/2531, 33/2532 และ 4/2533
     3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้เป็นการวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2537 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทได้ยักยอกทรัพย์ของบริษัท โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหายักยอกทรัพย์ของบริษัท แม้โจทก์จะฟ้องภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดก็เป็นอันขาดอายุความ เพราะก่อนหน้านี้ ล. ผู้ถือหุ้นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เสียหายเช่นกันได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วแต่ ล. ไม่ได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้ดังกล่าว
        จากคำวินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2537 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ แสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า กรณีความผิดอันยอมความได้และเป็นการกระทำกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันของจำเลยแต่มีผู้เสียหายหลายคน หากผู้เสียหายคนหนึ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอยู่ก่อนแล้วมิได้ฟ้องคดีหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน แม้ต่อมาภายหลังผู้เสียหายอีกคนหนึ่งเพิ่งรู้และได้ฟ้องคดีหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ตนเองได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดก็ถือว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ทั้งคดี กล่าวคือ ไม่ใช่เฉพาะคดีในส่วนของผู้เสียหายที่มิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดเท่านั้นที่ขาดอายุความ แต่ยังส่งผลทำให้คดีในส่วนของผู้เสียหายคนอื่นขาดอายุความไปด้วย
       4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3085/2537 และคำพิพากษาที่จัดทำหมายเหตุนี้มีผลเท่ากับว่าในคดีความผิดอันยอมความได้และเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันของจำเลย แต่มีผู้เสียหายหลายคน การไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีหรือร้องทุกข์ภายในกำหนดของผู้เสียหายคนหนึ่ง อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายคนอื่นโดยเป็นการตัดสิทธิฟ้องคดีหรือร้องทุกข์ของผู้เสียหายคนอื่นได้ด้วย แต่คำพิพากษาทั้งสองฉบับไม่ปรากฏรายละเอียดเหตุผลที่ทำให้คดีในส่วนของผู้เสียหายคนอื่นขาดอายุความไปด้วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าน่าจะมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้
        4.1 คดีที่จัดทำหมายเหตุนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ และเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันของจำเลยแต่มีผู้เสียหายหลายคน การที่ศาลฎีกาเริ่มนับอายุความตั้งแต่ระยะเวลาที่ผู้เสียหายคนแรกรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นต้นไป ย่อมสอดคล้องกับการตีความกฎหมายอาญาที่ห้ามตีความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย เพราะหากจะรอเวลาให้ผู้เสียหายคนอื่นแต่ละคนทุกคนรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในการกระทำเดียวกันของจำเลยนั้นเป็นเกณฑ์การพิจารณา อาจถือได้ว่าเป็นการขยายอายุความในการกระทำเดียวกันและความผิดฐานเดียวกันของจำเลยไปโดยปริยาย ซึ่งหลักการขยายอายุความจะนำมาใช้ในคดีอาญาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยไม่ได้ โดยเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4635/2531, 5494/2534 และ 2060/2538
        4.2 แม้ในการกระทำความผิดกรรมเดียว จำเลยอาจถูกฟ้องหลายครั้ง เช่น พนักงานอัยการและผู้เสียหายต่างยื่นฟ้องคดีในความผิดฐานเดียวกันต่อศาลหรือผู้เสียหายหลายคนต่างยื่นฟ้องคดีในการกระทำความผิดฐานเดียวกันนั้นก็ไม่เป็นฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2489 เท่ากับกฎหมายยอมรับให้ผู้เสียหายแต่ละคนใช้สิทธิของตนได้ก็ตาม แต่กรณีความผิดกรรมเดียวแต่มีผู้เสียหายหลายคน หากคดีที่ผู้เสียหายคนหนึ่งหรือพนักงานอัยการฟ้องจำเลยและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดกรรมนี้ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ผู้เสียหายคนอื่นๆ หรือพนักงานอัยการจะฟ้องจำเลยในความผิดกรรมเดียวกันนั้นอีกไม่ได้ ซึ่งหลักการฟ้องซ้ำนี้มาจากภาษาลาตินว่า "Non bis in idem" แปลว่า บุคคลไม่ควรได้รับความเดือดร้อนซ้ำสองสำหรับการกระทำครั้งเดียว (Not twice for the same) (เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์) "หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการดำเนินคดีในขั้นตอนก่อนการพิจารณา" (พิมพ์ครั้งที่ 1) พ.ศ.2543 หน้า 22) ดังเช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2484, 1853/2530, 6678/2531 และ 7296/2544 การที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้วินิจฉัยว่า เมื่อ บ. ผู้เช่าซื้อรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้วมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เท่ากับศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ด้วยเหตุคดีขาดอายุความ ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่า เป็นกรณีที่ศาลพิพากษายกฟ้องโดยได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดีแล้ว จึงถือว่าคดีมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้วตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1590/2524 และ 1533/2548 ดังนั้น คดีที่จัดทำหมายเหตุนี้จะเห็นได้ว่า ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อศาลพิพากษาแล้วว่า บ. ผู้เช่าซื้อมิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดคดีขาดอายุความ ว. ผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่สามารถนำคดีที่เป็นการกระทำกรรมเดียวกันของจำเลยมาฟ้องใหม่หรือร้องทุกข์ให้พนักงานอัยการฟ้องใหม่ได้อยู่ดี เนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำหรือหากเป็นกรณีที่ทั้ง ว. ผู้ให้เช่าซื้อและ บ. ผู้เช่าซื้อต่างใช้สิทธิฟ้องคดีด้วยตนเองแยกต่างหากจากกันเป็นคนละคดี เมื่อศาลพิพากษาว่าคดีในส่วนของ บ. ผู้เช่าซื้อขาดอายุความศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องคดีที่ ว. ผู้ให้เช่าซื้อฟ้องจำเลยในการกระทำกรรมเดียวกันของจำเลยด้วยเนื่องจากเป็นฟ้องซ้ำเช่นเดียวกัน คำวินิจฉัยคดีที่จัดทำหมายเหตุนี้ จึงสอดคล้องกับผลดังกล่าว
         4.3 คดีที่จัดทำหมายเหตุนี้ เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันยักยอกทรัพย์รายการเดียวกันที่เป็นของ ว. เจ้าของกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อ แต่อยู่ในความครอบครองของ บ. ผู้เช่าซื้อ จากความเกี่ยวพันร่วมกันระหว่าง ว. กับ บ. และในทรัพย์ที่ถูกยักยอก จึงอาจทำให้ถือเสมือนได้ว่าคดีนี้มีผู้เสียหายคนเดียว ผู้เสียหายคนใดรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นคนแรกก็จะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในกำหนด หากไม่ดำเนินการก็เป็นอันขาดอายุความ โดยมีความเห็นทางตำราของ ดร.เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้สรุปได้ว่า "ความผิดอันยอมความได้ บางกรณีอาจมีผู้เสียหายหลายคน เช่น คดียักยอก ซึ่งผู้จัดการนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1680/2520 และ 3085/2537 กรณีเช่นนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นแต่ละคนย่อมเป็นผู้เสียหาย หากผู้เสียหายคนใดรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นคนแรกก็จะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีนั้นภายใน 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องนั้น หากไม่ดำเนินการก็เป็นอันขาดอายุความ แม้ผู้เสียหายคนอื่นจะรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดภายหลัง และดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีนั้นภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่ตนรู้นั้นก็ไม่มีผลแต่อย่างใด กรณีที่มีผู้เสียหายหลายคนเช่นนี้ ก็ถือเสมือนมีผู้เสียหายคนเดียว ซึ่งหากไม่ดำเนินการภายในกำหนดก็เป็นอันขาดอายุความ" (เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์ "กฎหมายอาญา ภาค 1" (พิมพ์ครั้งที่ 9 (แก้ไขเพิ่มเติม)) พ.ศ.2549 หน้า 924 - 925)
         4.4 เหตุผลที่มีบทบัญญัติเรื่องอายุความในคดีอาญา นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ให้ล่วงเลยไปนาน ฯลฯ (จิตติ ติงศภัทิย์ "กฎหมายอาญา ภาค 1" (พิมพ์ครั้งที่ 10) พ.ศ.2546 หน้า 1270 - 1272) แล้ว ในส่วนของอายุความในคดีความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 นั้น ยังเป็นวิธีการอีกอย่างหนึ่งเพื่อจะให้คดีประเภทนี้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว จึงกำหนดให้มีการร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1105/2504 ดังนั้นการที่ศาลฎีกาเริ่มนับอายุความนับแต่ระยะเวลาที่ผู้เสียหายคนแรกรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นต้นไป ย่อมสอดคล้องกับหลักการดังกล่าวโดยไม่ต้องรอเวลาให้ผู้เสียหายคนอื่นๆ ทุกคนรู้เป็นเกณฑ์พิจารณา
         4.5 สำหรับคดีนี้ถึงแม้ว่า ว. ผู้ให้เช่าซื้อไม่สามารถดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองได้แต่ก็ยังมีทางเยียวยาแก้ไขได้โดยอาจใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งแก่ผู้เกี่ยวข้องต่อไป
       5. ก่อนหน้านี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 หมายความว่า ในคดีอาญาที่ผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องไว้แล้วถอนฟ้องคดีนั้นไปจากศาล ย่อมตัดสิทธิผู้เสียหายคนนั้นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันนั้นอีกเท่านั้น หาได้ตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันนั้นอีกไม่ เพราะสิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่ตนเป็นผู้เสียหายย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ทั้งมาตรานี้มิได้บัญญัติตัดสิทธิผู้เสียหายแต่ละคนในกรณีที่มีผู้เสียหายหลายคนไว้โดยชัดแจ้ง ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่มิได้ถอนฟ้องจึงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ได้
         คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543 วินิจฉัยว่า แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลย และภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยฐานฉ้อโกง และมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลยสำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
         คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นกรณีการกระทำความผิดกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันของจำเลย แต่มีผู้เสียหายหลายคนเช่นเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ต่างกันตรงที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 เป็นคดีอาญาแผ่นดินไม่ใช่คดีความผิดอันยอมความได้ แต่คำพิพากศาลฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้วินิจฉัยไปในทำนองว่า สิทธิในการดำเนินคดีอาญาย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน การที่ตอนแรกผู้เสียหายคนหนึ่งใช้สิทธิดำเนินคดีโดยฟ้องหรือร้องทุกข์ แต่ต่อมาไม่ใช้สิทธิดำเนินคดีโดยถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์ ย่อมไม่ส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายอื่น โดยจะเห็นได้จากผลของการที่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 คนหนึ่งได้ฟ้องคดีแล้วต่อมาถอนฟ้องคดีไปจากศาล แต่ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในความผิดฐานเดียวกันนั้นอีก กล่าวคือ เฉพาะคดีในส่วนของผู้เสียหายที่ถอนฟ้องเท่านั้นที่จะฟ้องคดีที่ได้ถอนฟ้องไปแล้วไม่ได้ ไม่ส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีใความผิดฐานเดียวกันนั้นอีก หรือผลของการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543 ได้ร้องทุกข์แล้วต่อมาถอนคำร้องทุกข์ไปจากศาล แต่ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ (พนักงานอัยการ) ที่จะนำคดีตามความผิดฐานฉ้อโกงในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 2 มาฟ้องจำเลยอีก กล่าวคือ เฉพาะคดีในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ที่ถอนคำร้องทุกข์เท่านั้นที่ถือว่าคดีอาญาระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ไม่ส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป
          ผลของคำพิพากษาดังกล่าวดูเหมือนจะขัดแย้งกับผลที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ ที่วินิจฉัยว่า การไม่ใช้สิทธิร้องทุกข์ภายในกำหนดของผู้เสียหายคนหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะคดีในส่วนของผู้เสียหายที่มิได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดเท่านั้นที่ขาดอายุความ แต่ยังส่งผลทำให้คดีในส่วนของผู้เสียหายคนอื่นขาดอายุความไปด้วย แต่ผู้เขียนเห็นว่า ถึงแม้ว่าผลที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้จะแตกต่างกับผลที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2746/2543 ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวไม่ได้ขัดแย้งกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าว
        5.1 คำวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ไม่ได้ระบุข้อความใดที่มีผลลบล้างหลักการเดิมที่ถือว่า สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2746/2543 แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้มีเหตุผลพิเศษที่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายคนหนึ่งอาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายคนหนึ่งอาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายคนอื่นได้เพราะเข้ากรณีกฎหมายอาญาห้ามตีความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย เนื่องจากตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้อาจเกิดปัญหาเป็นการขยายอายุความไปโดยปริยายได้ ตามที่กล่าวมาแล้วในข้อ 4.1
         5.2 การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 ถอนฟ้อง และการถอนคำร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543 ผลของการถอนฟ้องและถอนคำร้องทุกข์ทั้งสองกรณีดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ดังนั้น การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5934 - 5935/2533 ถอนฟ้องจึงไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในการกระทำความผิดกรรมเดียวกันอีกและการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543 ถอนคำร้องทุกข์จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ (พนักงานอัยการ) ที่จะนำคดีตามความผิดฐานฉ้อโกงในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 2 มาฟ้องจำเลยอีก เนื่องจากไม่เป็นฟ้องซ้ำ
           ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้เป็นกรณีที่แตกต่างกัน โดยถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้วตามที่กล่าวไว้ในข้อ 4.2 ซึ่งเป็นเหตุผลพิเศษอีกประการหนึ่งที่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายคนหนึ่งอาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายคนอื่นได้เช่นกัน
        5.3 นอกจากนี้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษอาจถูกกระทบกระเทือนได้ด้วยเหตุบางประการทั้งตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เช่น ต้องร้องทุกข์สอบสวนไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อน มิฉะนั้นจะไม่สามารถดำเนินคดีต่อไปได้หรือกรณีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามมาตรา 39 เป็นต้น และตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น ผู้ต้องโทษตายตามมาตรา 38 คดีขาดอายุความตามมาตรา 95 ถึง 101 เป็นต้น (จิตติ ติงศภัทิย์ "กฎหมายอาญา ภาค 4" (พิมพ์ครั้งที่ 10) พ.ศ.2546 หน้า 1260 - 1261) ซึ่งในคดีนี้สิทธิของผู้เสียหายแต่ละคนถูกกระทบกระเทือนด้วยเหตุผลคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)
        6. อย่างไรก็ตามคดีที่จัดทำหมายเหตุนี้ หากปรากฏว่าผู้เสียหายคนแรกที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่ยอมร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแก่จำเลยในลักษณะสมยอมกันเพื่อหวังผลเพียงต้องการตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นมิให้มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยอีกเท่านั้น จะมีผลอย่างไร เช่น หากจำเลยยักยอกทรัพย์หลายรายการในคราวเดียวกัน โดยยักยอกเงินสด 1,000 บาท ของ ก. รถยนต์ของ ข. และสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ของ ค. ในคราวเดียวกัน หาก ก. ซึ่งเป็นผู้เสียหายน้อยที่สุดและเป็นผู้เสียหายคนแรกที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สมรู้กับจำเลยยอมรับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนของตนแล้วไม่ยอมร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน หรือกรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่จัดทำหมายเหตุนี้ หากปรากฏว่า บ. ผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นผู้เสียหายคนแรกที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดสมรู้กับจำเลยยอมรับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนของตนแล้วไม่ยอมร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน อันเป็นการสมยอมกัน ผู้เขียนเห็นว่า หลักการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่บัญญัติให้คดีเป็นอันขาดอายุความ และหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อคดีขาดอายุความนั้น น่าจะต้องปรากฏว่าเป็นกรณีที่ผู้เสียหายคนแรกที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดไม่ยอมร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน อย่างแท้จริง หากปรากฏว่ามีการไม่ยอมร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน อย่างสมยอมกันเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตเพื่อหวังผลเพียงต้องการตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นมิให้สิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้อีกเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นความผิดอันยอมความได้และเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันก็น่าจะถือไม่ได้ว่าคดีในส่วนของผู้เสียหายคนอื่นที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสมยอมดังกล่าวเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 และไม่มีผลที่จะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยในความผิดกรรมเดียวและความผิดฐานเดียวกันนั้นสำหรับผู้เสียหายคนอื่นระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ด้วย โดยเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2547 ซึ่งวินิจฉัยว่า "หลักการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องอันเป็นหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยนั้น จะต้องปรากฏว่าคดีก่อนเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมยอมกันแม้ว่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นจำเลยเคยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาด อันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่" (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9334/2538 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน) ซึ่งกรณีนี้คงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเป็นบรรทัดฐานต่อไป
            “ธนรัตน์ ทั่งทอง”