วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ใช้ชื่อผู้อื่นเช่าซื้อทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2556
ป.อ. มาตรา 352          
       โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับมอบโทรทัศน์สี 1 เครื่อง ราคา 30,900 บาท ของบริษัท ด. จำกัด ผู้เสียหายไว้ในครอบครองของจำเลย โดยมี นาง ส. และนาง น. เป็นผู้ค้ำประกัน ภายหลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด แล้วผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด ติดต่อกัน นาย ฤ. พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายจึงไปที่บ้านของนาง ส. พบนาง ส. และจำเลย ซึ่งเป็นลูกจ้างอยู่บ้านเดียวกับ นาง ส. พยานสอบถามถึงโทรทัศน์สีที่เช่าซื้อไปว่ายังอยู่หรือไม่ นาง ส. ตอบว่าจำเลยได้นำโทรทัศน์สีไปขายให้แก่บุคคลอื่นแล้ว ขณะนั้นจำเลยอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย พยานจึงจัดทำบันทึกการตรวจสอบให้ นาง ส. ลงลายมือชื่อ เนื่องจากจำเลยทำงานไม่ว่างลงลายมือชื่อ
        จำเลยนำสืบต่อสู้โดยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยานว่า นาง ส. เป็นนายจ้างและเป็นผู้เช่าซื้อและนำสินค้าไปใช้ โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อแทน นาง ส. เป็นผู้รับมอบโทรทัศน์สีและเป็นผู้ครอบครอง ทั้งเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 2 งวด จำเลยไม่ได้เช่าซื้อและไม่ได้เป็นผู้ผ่อนชำระ เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อผ่านไป 3 เดือน นาง ส. นำโทรทัศน์สีไปจำหน่าย จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อเพราะนาง ส. ขอร้อง โดยนาง ส. ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกัน
        พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนาย ฤ. แสดงให้เห็นว่านาย ฤ. สนใจติดต่อกับนาง ส.โดยตรง โดยไม่สนใจติดต่อกับจำเลยซึ่งลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อเลย จึงเจือสมข้อเท็จจริงตาม ทางนำสืบของจำเลยที่ว่าจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแทนนาง ส. เชื่อได้ว่านาง ส. เป็นผู้เช่าซื้อและเป็นผู้รับมอบโทรทัศน์สีที่เช่าซื้อไปไว้ที่บ้านของนาง ส. ดังเห็นได้จากเมื่อมีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ นาย ฤ. ตรงไปที่บ้านของนาง ส. ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสอบถามถึงโทรทัศน์สีที่เช่าซื้อไป ทั้งให้นาง ส. ลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบ โดยไม่ได้ให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ด้วย ไม่สมกับที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นคู่สัญญาเช่าซื้อทั้งที่ขณะนั้นจำเลยก็อยู่ในบ้านของนาง ส. เช่นนี้ แม้จำเลยได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อก็ตาม พฤติการณ์ก็เชื่อได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อแทนนาง ส. ผู้เป็นนายจ้างของจำเลยและจำเลยไม่ได้เป็นผู้ครอบครองโทรทัศน์สีที่เช่าซื้อ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานยักยอกโทรทัศน์สีที่เช่าซื้อ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9532 / 2554
ป.อ. มาตรา  352
       โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อพร้อมกระบะดั๊ม จำนวน 2 คัน จากบริษัท ร. จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อ ในราคาเช่าซื้อคันละ 1,549,000 บาท เห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีพยานเบิกความว่าโจทก์เป็นผู้ออกเงินมัดจำและค่าประกันภัยรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อทั้งสองคันรวมเป็นเงิน 260,000 บาท สอดคล้องต้องกันตรงกับข้อความในสัญญาเช่าซื้อจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่อ้างว่ารถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเป็นของจำเลยแต่ให้โจทก์ดำเนินการแทนและอ้างว่าได้มอบเงินสดเป็นค่ามัดจำและค่าประกันภัยจำนวน 260,000 บาท ให้โจทก์ต่อหน้านาย อ. นั้น จำเลยก็เพียงเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานที่มาของเงินหรือมีหลักฐานการรับจ่ายเงินมาแสดงต่อศาล และก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อจำเลยประสงค์จะเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเป็นของตนเองจริง โดยเป็นผู้ออกเงินมัดจำกับค่าประกันภัยรถแล้ว เหตุใดจำเลยจึงไม่เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ให้เช่าซื้อด้วยตนเอง หรือมิฉะนั้นก็ให้น้องชายดำเนินการแทน แต่กลับให้โจทก์ออกหน้าเข้าทำสัญญาเช่าซื้อ พยานหลักฐานจำเลยเป็นพิรุธน่าสงสัย ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์
        โจทก์เช่าซื้อรถแล้วนำมาให้จำเลยครอบครองใช้ประโยชน์โดยนำไปร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. รับจ้างขนดิน โดยตกลงให้จำเลยนำเงินค่าจ้างที่ได้มาผ่อนชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือ วิธีนี้นอกจากจะทำให้โจทก์ให้ประโยชน์ตอบแทนแก่จำเลย โดยจำเลยจะได้ค่าจ้างจากการนำรถมารับจ้างขนดินร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. มาผ่อนค่าเช่าซื้อและยังมีเงินกำไรเหลือแล้วยังอาจจะเป็นประกันด้วยว่า จำเลยจะได้ช่วยเหลือให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ได้งานจากบริษัท อ. จำกัด ต่อไป เนื่องจากการทำให้จำเลยได้ประโยชน์ด้วย จึงนับว่าสมเหตุสมผล พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันจากบริษัท ร. โดยเป็นผู้ชำระเงินค่ามัดจำและค่าประกันภัย
        ส่วนเรื่องที่นาย อ. เบิกความว่าโจทก์และจำเลยตกลงกันว่า จำเลยจะผ่อนค่าเช่าซื้อและผ่อนค่ามัดจำและค่าเบี้ยประกันภัยให้โจทก์ กับพฤติการณ์ที่จำเลยให้เงินแก่โจทก์ 50,000 บาท เป็นค่าดำเนินการในวันทำสัญญานั้น ก็เห็นว่าเป็นการที่จำเลยจะทำเพื่อจูงใจให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันมาให้จำเลยให้หาประโยชน์ แต่ต่อมาเมื่อโจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อและจำเลยรับมอบการครอบครองรถไปจากโจทก์แล้ว แม้จะฟังตามข้ออ้างของจำเลยว่านาย ส. หุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. รับเงินค่าจ้างมาแล้วไม่จ่ายให้โจทก์และจำเลย ทำให้จำเลยต้องนำรถยนต์บรรทุกทั้งสองคันไปทำงานที่อื่นและไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่ผู้ให้เช่าซื้อ จนเป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญากับโจทก์และต่อมาได้ฟ้องให้โจทก์คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อกับให้ใช้ค่าเสียหาย และแม้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อจะยังเป็นของบริษัท ร. ผู้ให้เช่าซื้อ แต่โจทก์ผู้เช่าซื้อมีสิทธิตามสัญญาที่จะครอบครองใช้ประโยชน์จากรถที่เช่าซื้อ
        แม้โจทก์จะส่งมอบรถยนต์ให้จำเลยยึดถือครอบครองและใช้ประโยชน์โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถแทนโจทก์ ก็เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย ไม่มีผลถึงหน้าที่และความรับผิดที่โจทก์มีต่อผู้ให้เช่าซื้อ และโจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อในกรณีที่มีเหตุต้องคืน ทั้งยังต้องรับผิดชดใช้ราคารถกับค่าเสียหายกรณีที่ไม่สามารถติดตามรถคืนมาได้ การที่จำเลยเบียดบังนำรถยนต์บรรทุกที่โจทก์เช่าซื้อไปไว้ที่อื่นเพื่อหลบเลี่ยงมิให้ผู้ให้เช่าซื้อติดตามยึดรถคืนได้ก็ดีหรือนำไปขายต่อก็ดี ทำให้โจทก์เสียหายต้องรับผิดต่อผู้ให้เช่าซื้อในทางแพ่ง แสดงถึงเจตนาของจำเลยที่จะเบียดบังเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นของตนและบุคคลที่สามโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก มิใช่เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่ง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2716/2554
ป.อ. มาตรา 352
       การที่นาง อ. ผู้เสียหายตกลงให้จำเลยเอารถกระบะที่นาง อ. ทำสัญญาเช่าซื้อมาไปใช้ โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของนาง อ. ถือได้ว่าเป็นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อตกลงกันระหว่างนาง อ. กับจำเลยว่า จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของนาง อ. หลังจากจำเลยได้รับมอบการครอบครองรถกระบะจากนาง อ. แล้ว ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยพารถกระบะหลบหนีไปขายแก่บุคคลภายนอก หรือแอบอ้างว่าเป็นรถกระบะของตนเองด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้รับมอบรถกระบะจากผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่จำเลยครอบครองใช้รถกระบะนั้นโดยเปิดเผยและได้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของนาง อ. เรื่อยมาจำนวนถึง 5 งวดติดต่อกัน ต่อมา จำเลยค้างส่งค่างวดจึงได้มอบรถกระบะให้นาย ช. โดยทำความตกลงกับนาย ช. ให้นาย ช. เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือต่อไป ภายหลังจากนั้นจำเลยติดต่อกับนาย ช. ไม่ได้ ทั้งจำเลยและนาย ช. ต่างก็ไม่ได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 6  ผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามค่าเช่าซื้อและบอกเลิกสัญญาไปยังนาง อ. นาง อ.ไปสอบถามจำเลย จำเลยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง นาง อ.แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ผู้ให้เช่าซื้อทราบ ผู้ให้เช่าซื้อให้นาง อ.ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยเอง แต่ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องคดีแพ่งบังคับให้นาง อ.รับผิดตามสัญญา
        พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรวมทั้งที่จำเลยรับเงินมัดจำจากนาย ช. ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 5,000 บาท และในสัญญาระบุว่าจำเลยและนาย ช. ซื้อขายรถยนต์ (รถกระบะ) นั้น ยังมิใช่การเอารถกระบะทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซื้อไปขาย แต่เป็นเพียงการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่นาย ช. โดยมีข้อตกลงให้นาย ช. มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไป เพราะจำเลยประสงค์จะหาบุคคลอื่นมาช่วยรับภาระในการผ่อนค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย จำเลยจึงมิได้เบียดบังเอารถกระบะดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ไม่เป็นเหตุทำให้การกระทำของจำเลยที่ไม่เป็นความผิดกลับกลายเป็นความผิดไปแต่อย่างใด
       การที่จำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่นาย ช. แม้จะมิได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อก็มีผลในทางแพ่งเพียงว่า ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เสียหายผู้เช่าซื้อเดิมได้ต่อไป รวมทั้งเรียกค่าเสียหายในการที่ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจติดตามยึดรถกระบะคืนจากจำเลยได้ จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานยักยอก

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ถือวิสาสะเอาทรัพย์จากอดีตภริยา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๕๘๓/๒๕๕๖
ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) (๗) (๘) วรรคสอง, ๓๖๕ (๒) (๓) , ๓๖๔ , ๘๓
         จำเลยที่ ๑ เป็นสามีอยู่กินกับ ก. มาก่อนเกิดเหตุถึง ๗ เดือน เคยนอนพักอาศัยกับ ก. ที่ร้านที่เกิดเหตุ และมีเหตุทะเลาะกันบ่อย ทรัพย์ที่เอาไปล้วนแต่อยู่ในห้องนอนที่จำเลยที่ ๑ นอนกับ ก. ทั้งสิ้น ทั้งที่ชั้นล่างของร้านที่เกิดเหตุก็มีโทรทัศน์สีที่มีขนาดใหญ่กว่าและมีทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายอีกมากมายแต่ จำเลยที่ ๑ ก็มิได้เอาไป แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ ๑ หาได้มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหายไม่
         ชั้นสอบสวน จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อจำเลยที่ ๑ ไป ขอคืนดีกับ ก. แล้ว ก. ไม่ยอมคืนดีด้วย ยังได้ขับไล่ และเอากุญแจร้านให้จำเลยที่ ๑ เพื่อไปขนสิ่งของเครื่องใช้ออกไป จำเลยที่ ๑ จึงชักชวนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไปขนทรัพย์สินของตนเองและของผู้เสียหายรวมไปด้วยเพื่อเป็นข้อต่อรองให้ ก. ยอมคืนดีด้วย หลังเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ก็กลับมานอนที่บ้านของ ก. ไม่ได้หลบหนี เมื่อ ก. ไปทวงถามให้นำทรัพย์สินไปคืน จำเลยที่ ๑ ก็ให้บุตรไปคืนโดยดี ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ ถือวิสาสะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปเนื่องจากต้องการเป็นข้อต่อรองกับ ก. ให้ยอมคืนดีด้วยเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น จึงมิได้มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
         การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และแม้จำเลยที่ ๑ จะไม่มีกุญแจร้านที่เกิดเหตุ แต่จำเลยที่ ๑ ก็พักอาศัยอยู่ที่ร้านเกิดเหตุกับ ก. มานาน โดยบางครั้งก็นอนที่ร้านกับ ก. และบางครั้งก็นอนที่บ้านบิดามารดาของ ก. ตามพฤติการณ์ถือว่าจำเลยที่ ๑ ได้พักอาศัยอยู่ที่ร้านที่เกิดเหตุด้วยการเข้าไปในร้านของผู้เสียหายเช่นนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้าไปช่วยจำเลยที่ ๑ ขนทรัพย์สินตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องเช่นเดียวกัน

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9693/2544
ป.อ. มาตรา 335 (1) (9)
        สถานที่เกิดเหตุเป็นบริเวณหน้าที่ตั้งศพอดีตเจ้าอาวาสซึ่งอยู่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส เป็นเพียงสถานที่ในวัด ที่จัดนำศพอดีตเจ้าอาวาสมาตั้งไว้เพื่อรอการพระราชทานเพลิงศพเท่านั้น ไม่ถือว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่บูชาสาธารณะ
        การที่จำเลยลักตู้รับเงินบริจาคซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าศพอดีตเจ้าอาวาสดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบด้วยมาตรา 195 วรรคสอง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2014/2536
ป.อ. มาตรา 1(4), 335(8), 335(9)
       จำเลยได้เข้าไปลักเอาเครื่องปั้นดินเผาซึ่งเก็บไว้ภายในกุฏิของวัด คำว่า "กุฏิ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายความว่า "เรือนหรือตึกสำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่" ดังนั้น กุฏิพระจึงเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสามเณรเท่านั้น หาใช่สถานที่บูชาสาธารณะ แต่เป็น "เคหสถาน"ตามนัยมาตรา 1 (4) แห่งประมวลกฎหมายอาญา การลักทรัพย์ในบริเวณกุฏิพระจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  2226/2531
ป.อ. มาตรา 335 ทวิ, 340 ทวิ
       เงินในตู้บริจาคของศาลเจ้าและเงินของผู้ดูแลศาลเจ้า แม้จะเก็บรักษาไว้ในศาลเจ้า ก็มิใช่วัตถุในทางศาสนา การปล้นทรัพย์รายนี้จึงมิได้กระทำต่อทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคแรก เมื่อมิได้กระทำต่อทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคแรกแล้ว จึงไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 335 ทวิ วรรคสองได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 340 ทวิ ไม่ว่าจะเป็นวรรคใด

        อุโบสถ คือ สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทําสังฆกรรม เช่น สวดพระปาติโมกข์ อุปสมบท ว่า โรงอุโบสถ หรือ อุโบสถ ภาษาปากเรียกย่อว่า โบสถ์ เรียกวันพระว่า วันอุโบสถ
        วิหาร คือ อาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคล้ายเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้า คู่กับอุโบสถ แต่ไม่มีวิสุงคามเหมือนพระอุโบสถ คำว่า วิหาร แต่เดิมใช้ในความหมายว่า วัด เช่นเดียวกับคำว่า อาราม อาวาส เช่น เวฬุวัน วิหาร เชตวันมหาวิหาร
       ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารอเนกประสงค์ในงานสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งก่อสร้างในเขตสังฆาวาส ในบริเวณวัด เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา แต่เดิมนั้นใช้เป็นสถานที่เพื่อการเรียนของสงฆ์เท่านั้น 

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

หลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3275-3276/2554
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528  มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 วรรคหนึ่ง
         การกระทำความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาจัดหางานตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528
         คดีนี้แม้ฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวนในข้อ (ก.) บรรยายว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานที่ประสงค์เพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย แต่ฟ้องของโจทก์ข้อ (ข.) ที่ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสิบสองและประชาชนทั่วไป ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ดำเนินการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานยังต่างประเทศและสามารถหางานในประเทศมาเลเซียให้ประชาชนทั่วไป รวมทั้งผู้เสียหายทั้งสิบสองไปทำงานรับจ้างเป็นกรรมกรก่อสร้างได้ โดยจะได้รับค่าจ้างวันละ 40 ถึง 45 ดอลลาร์มาเลเซีย มีสวัสดิการดี ถ้าประสงค์จะไปทำงานให้สมัครงานและเสียค่าใช้จ่ายคนละ 40,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสี่
        ความจริงแล้วจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถจัดหางานในประเทศมาเลเซียให้แก่ประชาชนทั่วไปรวมทั้งผู้เสียหายทั้งสิบสองโดยชอบและถูกต้องได้นั้น เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอยู่ในตัวว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิบสอง คงมีเจตนาหลอกลวงเพื่อจะได้รับเงินจากผู้เสียหายทั้งสิบสองเท่านั้น
        การกระทำของจำเลยทั้งสี่ตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 82 แม้จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานนี้ได้
        การที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหลอกลวงประชาชนทั่วไปกับโจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็นคนหางานว่าจำเลยทั้งสี่สามารถหางานในต่างประเทศให้ได้ จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายดังกล่าวหลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยทั้งสี่ไป โดยที่ความจริงแล้วจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามที่กล่าวอ้างได้นั้น ลักษณะของความผิดเป็นการหลอกลวงคนหมู่มาก โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น ทำให้ได้รับความเดือนร้อนและทุกข์ยาก ซึ่งเป็นการกระทำซ้ำเติมต่อประชาชนผู้ซึ่งยากไร้และด้อยโอกาสในสังคม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดจึงเป็นภัยต่อสังคมและเป็นเรื่องร้ายแรง
        การที่จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสี่และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 9 อันเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดที่กระทำ ก็เป็นเพียงเหตุบรรเทาโทษซึ่งศาลล่างทั้งสองก็ลงโทษเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ด้วยการลงโทษในระวางโทษขั้นตํ่าและลดโทษในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดให้แล้ว ทั้งพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยทั้งสี่ก็ไม่ปรากฏเหตุอื่นถึงขนาดที่จะยกมาเป็นเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

วางเพลิงเผาทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6737/2548
ป.วิ.อ. มาตรา 218 (1), 219
        จำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณ 1.5 ลิตร ไปวางไว้ที่แคร่ไม้หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 แล้วบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย
        เมื่อจำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณ 1.5 ลิตร ไปวางบนแคร่หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยก็บุกรุกเข้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วรีบหลบหนีออกจากบ้านผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยไม่ได้สนใจถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวอีก หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวกับไฟแช็กแก๊ส 1 อัน เป็นของกลาง
        แม้ขณะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจะกล่าวขึ้นว่า "โกหกกู จะฆ่าและเผาให้หมด" แต่จำเลยก็มิได้แสดงอาการจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว ซึ่งจำเลยอาจกระทำการฆ่าได้โดยง่ายและทั้งจำเลยก็มิได้กลับไปเปิดถุงพลาสติกเอาน้ำมันเบนซินราดหน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 เพื่อจุดไฟเผาดังพูด พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่า จำเลยหาได้มีเจตนาจะกระทำการฆ่าหรือเผาตามที่กล่าวขึ้นไม่ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นตามฟ้อง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  722/2545
ป.อ. มาตรา 218, 223
         ทรัพย์ที่เป็นอันตรายจากการวางเพลิงของจำเลยเป็นเพียงประตูบ้านซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับ คิดเป็นเงินประมาณ 5,000 บาท ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายก็อยู่ในที่เกิดเหตุและสามารถดับไฟได้ทัน การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา 223


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5175 - 5176/2543
ป.อ. มาตรา 217
ป.วิ.อ. มาตรา 227
        คนร้ายลอบวางเพลิงเผาป้ายรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลริโก๋ 1 ป้าย และขององค์การบริหารส่วนตำบลกาวะ 1 ป้าย ซึ่งอยู่ริมถนนจารุเสถียรได้รับความเสียหายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ที่ถนนดังกล่าว
        แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยาน แต่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยทั้งสามในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุวางเพลิงเผาทรัพย์เกือบจะทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุโดยมีอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้ในการกระทำผิด อุปกรณ์บางอย่างเก็บไว้ในที่ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่ใช้เป็นที่เก็บ โดยเศษผ้าลายชุบน้ำมัน 2 ผืนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 2 และตามเนื้อตัวเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรอยเปื้อนน้ำมัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่เปิดไฟหน้าในลักษณะคล้ายกับกระทำผิดมาแล้วจะหลบหนี เมื่อเห็นจุดตรวจจำเลยที่ 2 ได้ขว้างขวดทิ้ง จากการตรวจพบว่าเป็นขวดแก้วมีคราบน้ำมันเป็นพิรุธถือได้ว่าพยานโจทก์เป็นพยานแวดล้อม กรณีบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามฟ้อง