วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

บุกรุกตัดต้นไม้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6303/2539
ป.อ. มาตรา 59, 358, 362
              จำเลยทั้งสองเข้าไปปักเสาสร้างรั้วในที่พิพาท เมื่อเกิดกรณีพิพาทเรื่องแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองไปแจ้งกำนันและคณะกรรมการหมู่บ้านมาไกล่เกลี่ย ผลการเจรจาตกลงกันได้ตามแผนที่ แต่ไม่มีข้อความอธิบายไว้เลยว่า แนวเขตที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสองอยู่ตรงไหน โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันอย่างไรไม่มีลายมือชื่อของทั้งสองฝ่ายและบุคคลที่เกี่ยวข้องในแผนที่ดังกล่าวเลย อีกทั้งจำเลยทั้งสองก็นำสืบปฏิเสธว่า ไม่เคยมีข้อตกลงกับโจทก์ โจทก์เป็นคนทำแผนที่ดังกล่าวโดยจำเลยทั้งสองไม่รู้เรื่อง แม้โจทก์จะมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านและบุคคลดีเด่นประจำหมู่บ้าน ซึ่งแต่ละคนเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านนั้นมาเบิกความก็ตาม แต่บุคคลดีเด่นประจำหมู่บ้านและกำนัน เป็นญาติกับโจทก์ ถือได้ว่าพยานทั้งสองปากดังกล่าวมีส่วนได้เสียกับโจทก์ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่ได้ความชัดว่า ที่พิพาทมีแนวเขตตามแผนที่ 
              ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินส่วนหนึ่งตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) แต่การรังวัดพิสูจน์ที่ดินตาม น.ส.3 เจ้าหน้าที่ที่ดินไม่ได้ออกหมายแจ้งให้โจทก์ทราบ โดยไม่ทราบสาเหตุเช่นนี้ จึงยังไม่ได้ความชัดว่า น.ส.3 ฉบับดังกล่าวจะออกมาโดยชอบหรือไม่ และตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสองนำสืบมาก็เห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายยังโต้เถียงการครอบครองอยู่ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปปักเสาสร้างรั้วในที่พิพาทจึงเป็นการเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก
              ส่วนต้นไผ่ซึ่งปลูกอยู่ในที่พิพาทเป็นไม้ยืนต้น แม้โจทก์จะเป็นผู้ปลูกก็เป็นส่วนควบของที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่พิพาทซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144 วรรคสอง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองยังโต้เถียงสิทธิครอบครองในที่พิพาทกันอยู่ เท่ากับว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองยังโต้เถียงกรรมสิทธิ์ของต้นไผ่ซึ่งปลูกอยู่ในที่พิพาท การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปตัดฟันต้นไผ่ พฤติการณ์จึงมีเหตุอันสมควรให้จำเลยที่ 2 เข้าใจโดยสุจริตว่าต้นไผ่ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 เช่นกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

(ข้อคิดเห็น - กรณีพิพาทเรื่องที่ดิน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันมาก่อน แต่ก็ไม่มีลายมือชื่อและแนวเขตที่ดินก็ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าอยู่แนวใด และยังมีการโต้เถียงว่า น.ส.3 ออกมาโดยชอบหรือไม่ จำเลยจึงเข้าไปโดยไม่มีเจตนาบุกรุก ส่วนต้นไผ่ที่ปลูกอยู่ในที่พิพาทเป็นไม้ยืนต้น ย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่พิพาทตามกฎหมาย เท่ากับว่าทั้งสองฝ่ายโต้เถียงในกรรมสิทธิ์ของต้นไผ่ด้วย จำเลยจึงตัดต้นไผ่โดยไม่มีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น)   


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5830/2539
ป.อ. มาตรา 358
                ผู้เสียหายเบิกความว่า ได้ปลูกต้นยูคาลิปตัสลงในที่ดินมี น.ส.3 ก.ที่ซื้อจากจำเลย ภายในเขตที่ดินที่ทำรั้วลวดหนามแสดงแนวเขตไว้โดยจ้างคนมาปลูกและดูแลรักษาจนต้นยูคาลิปตัสสูงท่วมศีรษะ แต่จำเลยตัดและเผาต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกไว้ประมาณ 500 ต้น เจ้าหน้าที่ที่ดินเบิกความว่า จำเลยกับผู้เสียหายทั้งสองเคยมายื่นเรื่องราวขอแบ่งขายที่ดิน แต่ที่ดินติดเงื่อนไขห้ามโอน จึงดำเนินการให้ไม่ได้ แต่เคยไปปักหลักเขตที่มีการแบ่งขายให้ผู้เสียหายทั้งสอง โดยมีผู้ใหญ่บ้านไปรับทราบด้วยตามที่คู่กรณีร้องขอ จำเลยเบิกความรับว่าผู้เสียหายทั้งสองได้ว่าจ้างคนงานหลายคนให้ปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินบางส่วนของจำเลยจริง แต่เมื่อจำเลยต้องการเข้าไปทำนาในที่ดิน จำเลยจึงใช้จอบขุดต้นยูคาลิปตัสของผู้เสียหายออก
                แม้ผู้เสียหายทั้งสองกับจำเลยยังมีเรื่องโต้เถียงกันเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่ในชั้นนี้ยังไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นเจ้าของต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาท แต่จำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะทำลายทรัพย์ของผู้อื่นได้ หากจะถือว่าการปลูกต้นยูคาลิปตัสลงในที่ดินเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินของจำเลย ในกรณีที่ต่างโต้เถียงสิทธิครอบครองกันเช่นนี้ ต่างก็ต้องฟ้องเอาคืนการครอบครองเหตุว่าที่ดินยังมีอยู่ไม่สูญหายไปไหน ใครจะมีสิทธิในที่ดินจะต้องว่ากล่าวกันในทางศาล จำเลยเข้าตัด ฟัน ขุด และเผาต้นยูคาลิปตัสของผู้เสียหายเป็นการทำลายทรัพย์ของผู้เสียหาย

(ข้อคิดเห็น - กรณีทั้งสองฝ่ายเคยมายื่นขอแบ่งขายที่ดินกัน แต่ติดเงื่อนไขห้ามโอน จำเลยรับว่าต้นยูคาลิปตัสเป็นของผู้เสียหายที่เคยว่าจ้างให้คนงานมาปลูกในที่ดินบางส่วนของจำเลย และจำเลยก็ได้ขุดออกไปเมื่อได้เข้าไปทำนาในที่ดินนั้น การที่จำเลยไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองที่ดิน แต่มาตัดและเผาต้นยูคาลิปตัสประมาณ 500 ต้น ซึ่งสูงท่วมศีรษะในเขตที่ดินที่ล้อมลวดหนามเอาไว้ชัดเจนว่าเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ปลูกไว้ จำเลยจึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ของผู้อื่น)    


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3548/2539
ป.พ.พ. มาตรา 420
ป.อ. มาตรา 358, 362
ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคแรก
ป.วิ.อ. มาตรา 40, 46
               พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ และตามพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบมา ยังโต้เถียงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกันอยู่ การที่จำเลยที่ 1 จ้างรถแทรกเตอร์เข้าไปไถปรับที่ดินก็ด้วยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะเข้าไปทำได้ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาบุกรุกที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งคันนาและต้นหว้าที่อยู่ในที่ดินพิพาทซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมิใช่โจทก์เป็นผู้ปลูกไว้ด้วย เมื่อในคดีอาญาฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46
               แม้คดีส่วนแพ่งคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ก็ตาม แต่เมื่อการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฎในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อกฎหมาย จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

(ข้อคิดเห็น - กรณีทั้งสองฝ่ายโต้เถียงสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกันอยู่ การที่จำเลยเข้าไปไถปรับที่ดิน จึงไม่มีเจตนาบุกรุก ส่วนโจทก์ก็ไม่ได้เป็นผู้ปลูกต้นไม้ที่เสียหายในที่ดินนั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ และไม่เป็นการละเมิดโจทก์) 

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

วางเพลิงเผาทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  6737/2548
ป.วิ.อ. มาตรา 218 (1), 219
                จำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณ 1.5 ลิตร ไปวางไว้ที่แคร่ไม้หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 แล้วบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย
                เมื่อจำเลยนำถุงพลาสติกบรรจุน้ำมันเบนซินประมาณ 1.5 ลิตร ไปวางบนแคร่หน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 จากนั้นจำเลยก็บุกรุกเข้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วรีบหลบหนีออกจากบ้านผู้เสียหายที่ 1 ไปโดยไม่ได้สนใจถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวอีก หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดถุงน้ำมันเบนซินดังกล่าวกับไฟแช็กแก๊ส 1 อัน เป็นของกลาง
                แม้ขณะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจะกล่าวขึ้นว่า "โกหกกู จะฆ่าและเผาให้หมด" แต่จำเลยก็มิได้แสดงอาการจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้หญิงอยู่คนเดียว ซึ่งจำเลยอาจกระทำการฆ่าได้โดยง่ายและทั้งจำเลยก็มิได้กลับไปเปิดถุงพลาสติกเอาน้ำมันเบนซินราดหน้าบ้านผู้เสียหายที่ 2 เพื่อจุดไฟเผาดังพูด พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่า จำเลยหาได้มีเจตนาจะกระทำการฆ่าหรือเผาตามที่กล่าวขึ้นไม่ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานตระเตรียมเพื่อวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่นตามฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  722/2545
ป.อ. มาตรา 218, 223
             ทรัพย์ที่เป็นอันตรายจากการวางเพลิงของจำเลยเป็นเพียงประตูบ้านซึ่งทำด้วยไม้มะค่าและต้นไม้ประดับ คิดเป็นเงินประมาณ 5,000 บาท ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ที่มีราคาน้อย และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายก็อยู่ในที่เกิดเหตุและสามารถดับไฟได้ทัน การกระทำของจำเลยจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่น กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(1) ประกอบด้วยมาตรา 223

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5175 - 5176/2543
ป.อ. มาตรา 217
ป.วิ.อ. มาตรา 227
             คนร้ายลอบวางเพลิงเผาป้ายรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดขององค์การบริหารส่วนตำบลริโก๋ 1 ป้าย และขององค์การบริหารส่วนตำบลกาวะ 1 ป้าย ซึ่งอยู่ริมถนนจารุเสถียรได้รับความเสียหายหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้ขณะกำลังขับรถจักรยานยนต์อยู่ที่ถนนดังกล่าว
             แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยาน แต่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยทั้งสามในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุวางเพลิงเผาทรัพย์เกือบจะทันทีทันใดภายหลังเกิดเหตุโดยมีอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้ในการกระทำผิด อุปกรณ์บางอย่างเก็บไว้ในที่ซึ่งบุคคลทั่วไปไม่ใช้เป็นที่เก็บ โดยเศษผ้าลายชุบน้ำมัน 2 ผืนอยู่ในกระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 2 และตามเนื้อตัวเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรอยเปื้อนน้ำมัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่เปิดไฟหน้าในลักษณะคล้ายกับกระทำผิดมาแล้วจะหลบหนี เมื่อเห็นจุดตรวจจำเลยที่ 2 ได้ขว้างขวดทิ้ง จากการตรวจพบว่าเป็นขวดแก้วมีคราบน้ำมันเป็นพิรุธถือได้ว่าพยานโจทก์เป็นพยานแวดล้อม กรณีบ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นตามฟ้อง

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลักขุดดินในที่ ส.ป.ก.

คำชี้ขาดความเห็นแย้งความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป
(ชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 83/2554)
ป.อ. กรรมเดียว ลักทรัพย์ (มาตรา 90, 334)
ป. ที่ดิน (มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคแรก)
พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484
              ที่เกิดเหตุเป็นป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) การที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เข้าถือสิทธิในที่ดิน มิได้มุ่งหมายให้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินในกรณีทั่วไป การถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินของ ส.ป.ก. จึงไม่ใช่การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามมาตรา 3 (2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นที่ดินที่ยังไม่ได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ (ส.ป.ก) จึงมิใช่เจ้าของที่ดินในที่ดิน ส.ป.ก. การที่ผู้ต้องหาทั้งสองขุดเอาดินในที่ดิน ส.ป.ก. แปลงเกิดเหตุไป จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้อื่น
              การที่ผู้ต้องหาทั้งสองร่วมกันขุดตักดินในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นป่า เข้าข่ายเป็นความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคแรก และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคแรก เป็นความผิดกรรมเดียวกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
              ชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 (7), 336 ทวิ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 11 ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13
               สั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2 ฐานร่วมกันก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเอง หรือผู้อื่น โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวดหรือที่ทราย ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคแรก วรรคสาม, 74 ทวิ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2503 มาตรา 18 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2518 มาตรา 22 พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคแรก ประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2515 ข้อ 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และขอศาลสั่งให้ริบรถแบ็คโฮของกลาง ที่ใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 กับสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งสองและบริวารออกจากป่าที่เกิดเหตุ
              แจ้งให้พนักงานสอบสวนทำ การแจ้งข้อหาและสอบปากคำ ให้การผู้ต้องหาทั้งสองตามฐานความผิดดังกล่าวให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ก่อนยื่นฟ้อง

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผู้ครอบครองทรัพย์ก็เป็นผู้เสียหายได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  5855/2550
ป.อ. มาตรา 335
ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), 192
              คำว่า “ผู้เสียหาย” ในความผิดฐานลักทรัพย์ไม่จำต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกลักไป บุคคลที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกลักไปก็เป็นผู้เสียหายได้ จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมได้ร่วมกันลักอาหารสัตว์ส่วนหนึ่งในระหว่างทางที่โจทก์ร่วมขนส่งเพื่อส่งมอบให้แก่บริษัท ซ.ผู้ซื้อ ระหว่างการขนส่งอาหารสัตว์ที่บรรทุกในรถยนต์คันเกิดเหตุอาหารสัตว์เหล่านั้นจึงยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมย่อมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์ร่วมมีหน้าที่จำต้องส่งมอบอาหารสัตว์ให้ครบจำนวนแก่บริษัท ซ.ผู้ซื้อ โจทก์ร่วมจึงมีฐานะเป็นผู้เสียหายในเหตุคดีนี้อยู่ด้วยไม่ว่ากรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ที่โจทก์ร่วมตกลงขายได้โอนไปยังบริษัท ซ. เพราะมีการชั่งน้ำหนักอันเป็นการบ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่งตั้งแต่ต้นทางการขนส่ง โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 460 วรรคแรก แล้วหรือไม่ก็ตาม
              โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเข้าดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้โดยชอบ แม้ขณะเกิดเหตุหากกรรมสิทธิ์ในอาหารสัตว์ดังกล่าวได้โอนไปยังบริษัท ซ. เสียก่อนแล้วโดยผลของกฎหมายอันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยทั้งสองลักทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซ. ขณะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมผู้เป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง กรณีก็เป็นข้อแตกต่างที่มิใช่ข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยทั้งสองมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 83

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ฉ้อโกงและความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 440/2554
ป.อ. ฉ้อโกง (มาตรา 341)
พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 (มาตรา 4)
               การที่จำเลยแจ้งแก่โจทก์ร่วมว่า จำเลยซื้อเครื่องประดับจากโจทก์ร่วมเพื่อนำไปขายต่อแก่ผู้อื่น โดยอ้างว่ามีผู้ต้องการซื้ออยู่แล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำไปขายให้แก่บุคคลใด กลับนำเครื่องประดับดังกล่าวไปจำนำทั้งหมด เครื่องประดับดังกล่าวรวม 43 รายการ เป็นเงินถึง 7,000,000 บาทเศษ เมื่อนำไปจำนำย่อมได้เงินน้อยกว่าราคาต้นทุนที่จำเลยซื้อมาจากโจทก์ร่วม และจำเลยจะต้องรับผิดชอบส่วนที่ขาดทุนนี้เอง ซึ่งผิดวิสัยผู้ประกอบธุรกิจค้าขายที่ไม่มุ่งหวังกำไรจากการนำสินค้าไปขาย อันเป็นข้อพิรุธให้เห็นตั้งแต่ครั้งแรก
               ส่วนโจทก์ร่วมนั้นหากทราบความเป็นจริงว่า จำเลยจะซื้อเชื่อเครื่องประดับของตนเองเพื่อนำไปจำนำทั้งหมด ย่อมเป็นไปได้ยากที่โจทก์ร่วมจะขายให้ เพราะโจทก์ร่วมเบิกความว่า การนำไปจำนำจะได้เงินเพียง 70 เปอร์เซ็นต์จากราคาที่กำหนดไว้ ซึ่งจะทำให้โจทก์ร่วมไม่ได้รับชำระหนี้จากจำเลยครบถ้วนในภายหลังเพราะเป็นการซื้อขายเชื่อกัน และจำเลยยังมีหน้าที่ต้องนำเงินมาชำระหนี้เมื่อขายได้ หรือมิฉะนั้นต้องนำเครื่องประดับมาคืนเมื่อขายไม่ได้
               เมื่อปรากฏว่าเช็คพิพาท 35 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าเครื่องประดับให้แก่โจทก์ร่วมถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ และจำเลยหลบหนีไปไม่ยอมชำระหนี้จนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจะรับมอบเครื่องประดับจากโจทก์ร่วมไปขาย แล้วจะชำระราคาหรือนำมาคืนหากขายไม่ได้ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเจตนานำเครื่องประดับดังกล่าวไปขาย และมีเจตนาไม่ชำระราคาแก่โจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบเครื่องประดับให้แก่จำเลยไปรวม 17 ครั้ง คิดเป็นราคา 7,786,915 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
              จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ค่าเครื่องประดับที่หลอกลวงไปจากโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 แต่เนื่องจากการที่จำเลยหลอกลวงซื้อเชื่อเครื่องประดับจากโจทก์ร่วมมีการวางแผนตั้งแต่ต้น โดยการหลอกลวงให้โจทก์ร่วมไว้วางใจเพื่อจะได้ฉ้อโกงเครื่องประดับเป็นจำนวนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากก่อนหน้านั้นมีการชำระค่าเครื่องประดับด้วยเช็คซึ่งสามารถเรียกเก็บเงินได้บางส่วน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงอุบายเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อส่งมอบเครื่องประดับให้แก่จำเลยโดยจำเลยมีเจตนาหลอกลวงฉ้อโกงเอาเครื่องประดับไปจากโจทก์ร่วมโดยไม่ชำระราคาแต่ต้น แม้จำเลยจะออกเช็คพิพาท 35 ฉบับ ลงวันที่ล่วงหน้าให้แก่โจทก์ร่วมก็เป็นไปตามที่จำเลยวางแผนไว้ การออกเช็คพิพาทจึงเป็นเพียงการกระทำส่วนหนึ่งของการหลอกลวงและมุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวกันกับการฉ้อโกงเครื่องประดับจากโจทก์ร่วมเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียว